นานๆ อัพบล็อกซะที คือว่าอายุมากขึ้น เริ่มหมดมุกซะงั้น.... Surprised
 
 
ในที่สุด
 
 
ก็เรื่องมาเล่าแล้วค่า......อิอิ
 
 
เมาท์มอยกับเพื่อนข้างบ้านโดยบังเอิญ เรื่องการรักษาลูกตา
เรื่อยเปื่อยจนถึงเรื่อง "บริจาคร่างกาย" เราบริจาคร่างกายตั้งแต่ ปี 2545
จนถึงเวลานี้ 8 ปีกว่าๆ แล้วนะค๊า
 
โอ้วววว....โดนข้างบ้าน รวมทั้งญาติๆ (บางคน) รุม
"อ้าววว ไม่กลัวเจ็บ"
"ไม่กลัวหรอ....ว่าชาติหน้าอวัยวะไม่ครบ"
"อย่างงี้ก็ไม่ได้อ่านประวัติตอนเผาศพ....อะเด่ น้องปอย"
"ไม่ได้กินลาบแล้วสินี่"
(ประเพณีทางเหนือจะต้องช่วยกันทำลาบเป็นอาหารประจำในเกือบทุกงานเทศกาลค่ะ)
"เค้าเอาเราไปดองในบ่อเลยนะ...คิดแล้วเสียวๆ"
"ไม่เอาอะ พี่ทำใจไม่ได้"
"พี่อยากทำนะ แต่ลูกๆ ไม่ยอม"
 
 
 เท่าที่รู้ตอนเนี้ย (อายุ 29 แล้ว แก่!! 55)
ในกระเป๋าสตางค์ก็มีบัตรบริจาคร่างกายและอวัยวะ 3 ใบไปแล้ว....
.
.
.
เรื่องของเรื่องคือเราทั้ง 4 คน ในครอบครัว พ่อ แม่ และลูกดื้อเงียบ 2 คน พร้อมใจกันไปที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ เพื่อ"อุทิศร่าง" ทุกคนคิดเห็นตรงกันว่า "ตายไปก็เอาอะไรไม่ได้" เราบริจาคร่างให้คณะแพทย์ศาสตร์ และดวงตาให้สภากาชาดไทย ปีที่ผ่านมาก็ไปตรวจตาตามปกติที่โรงพยาบาล เห็นเค้าออกบูทรับบริจาคไต ก็เลยยกให้เค้าไปอีก (ใจบุญจริงๆ นะเรา) เท่านั้นยังไม่พอบริจาคลิ้นหัวใจ ให้เค้าอีกด้วย......
 
 
บริจาคไป มันจะดีหรออออ???
 
ยุคเทคโลโลยี 4G แล้วนะคะ ถ้ายังกลัวๆ กล้าๆ เอาท์แล้ว
.
.
.
ถ้ามัว...........
กลัวเจ็บ....ก็หมดลมหายใจไปแล้วไม่มีความรู้สึกอะไร จะเจ็บได้งัยเนี่ย
กลัวว่าต้องถูกดองนาน 1-2 ปี.......ไม่ต้องกลัวเหงาค่ะ มีเพื่อร่วมบ่อมากมายที่มีจิตกุศลร่วมกัน
กลัวว่าชาติหน้าอวัยวะจะไม่ครบ....ความคิดนี้เชยสุดๆ เชื่อว่าบุญต้องหนุนนำ ให้สบายในชาติหน้าชัวๆ ค่ะ
กลัวว่าญาติไม่ให้.....อันนี้ต้องเคลียเค้า ถึงข้อดีในการทำกุศลในครั้งนี้ว่ามันยิ่งใหญ่ขนาดไหน หรือยื่นคำขาดไปเลยว่า "ถ้าฉันตาย เธอจะดองศพฉันเก็บไว้ที่บ้านชั่วนิรันดิ์ เอามั้ยล่ะ เดี๋ยวจะเขียนพินัยกรรม"
.
.
.
เคยคุยกับแม่เล่นๆ ว่าถ้าตายไปไม่ต้องเอาศพกลับบ้าน ปอยไม่กลับบ้าน อยากอยู่กับนักศึกษา(หล่อๆ) ที่โรงพยาบาลสวนดอกนั่นหล่ะ (เอางั้นเลยหรอออ.....เธอ) แม่บอกว่ายังไงก็ก็ต้องมาทำพิธีทางศาสนาที่บ้านจะได้รับบุญจากญาติๆ ที่เค้าตั้งใจอุทิศให้เราที่บ้านด้วย
.
.
.
ช่วงนี้อยู่ในช่วงล้างสารพิษในร่างกาย  รู้เลยว่าร่างเราสกปรกสุดๆ ผลพลอยได้จากการดูแลรักษาตัวเองคือ "หน้าใส ดูเด็กลง" (จริ๊งๆ ไม่ได้โม้) ที่สำคัญตายไปสภาพเราตอนนั้นต้องสมบูรณ์อยู่ ตั้งใจอยากให้เค้าได้ใช้ร่างเราจริงๆ
.
.
.
ชอบรายการ กบนอกกะลา "ตอนอาจารย์ใหญ่ ครูผู้ไร้ชีวิต#3" มาก 
.
.
.
ในชาตินี้เรามีโอกาส ทำบุญใหญ่แม้สิ้นลม ถึงตัวตายก็ยังมีประโยชน์ต่อสังคม เป็นอาจารย์ใหญ่สอนนักศึกษาแพทย์ อย่างน้อย....ขอให้ชาติหน้ามีปัญญามากกว่าในชาตินี้ก็ปลื้มแล้วค่ะ.....อิ่มใจจัง
 

Comment

Comment:

Tweet

โอ้ว ว่าที่คุณหมอเข้ามาเม้นท์เลยหรอค๊า....ดีใจจัง พี่เองก็กำลังรักษาประสาทตาขาดเลือด(หาสาเหตุไม่เจอ) มา 2 ปีแล้ว big smile @Amalakanta แอบเข้าไปดูบล็อกหนู อุ๊ยๆๆ คุณหมอโรแมนซ์...

#3 By @_j a i k o h_@ on 2011-02-13 20:23

พรุ่งนี้เราจะเข้าพิธีรับห้องกรอสแล้ว
ยังไงก็ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับน้องๆ ในอนาคตนะฮะ ^^

ขอบคุณอาจารย์ใหญ่ทุกท่านเลยที่เสียสละ

big smile big smile พี่ค่ะหนุเป็นนักศึกษาเเพทย์ที่จุฬาค่ะตอนนี้อาจารยืใหญ่ขาดเเคลนจริงๆค่ะ เเต่ไม่ค่อยมีใครบริจาค ซาบซึ้งจริงๆค่ะ หนูว่ามันต้องใช้ความกล้ามากๆ เพราะเเม้เเต่ตัวหนุเองยังไม่กล้าเลย ชื่นชมพี่มากๆค่ะ ว่างๆเเวะมาทักทายกันนะคะconfused smile

#1 By Amalakanta on 2011-02-13 19:39