ปัจจุบันแทบจะปฏิเสธไม่ได้ว่าพ่อแม่ยุคใหม่อยากให้ลูกเก่ง ตั้งแต่ปอยสอนมาก็เห็นปัญหาของระบบการศึกษาไทยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนอึดอัด ไม่แปลกเลยที่เดี๋ยวนี้จะเห็นน้องตัวเล็กๆ สะพายกระเป๋าใบโตๆ เดินสายไปเรียนพิเศษเสาร์-อาทิตย์และหลังเลิกเรียน ตอนเช้าเรียนคณิต ตอนสายภาษาอังกฤษ ตอนบ่ายภาษาจีน ตอนเย็นกีฬา ตอนค่ำตบท้ายด้วยดนตรี  เรียนเยอะๆ หว่านแหมากๆ เพื่อหวังว่าลูกจะต้องเก่งกว่าเด็กคนอื่น ผลสรุปสุดท้ายจะได้เอ็นทรานซ์ติดเข้ามหาวิทยาลัยดังๆ ได้คณะคะแนนสูงๆ จบมามีงานทำตำแหน่งดีเงินเดือนแพงๆ แต่งงานมีครอบครัวที่อบอุ่น และเมื่อมีลูกมีหลานก็ดำเนินตามวงจรชีวิตแบบนี้กันค่อไป  นี่เป็นสูตรสำเร็จของชีวิตหรอคะ?

ด้วยความบังเอิญ ปอยเจอหนังสือ"เล่นให้เป็นอัจฉริยะ" เล่มใหม่ของหนูดี ปกน่ารักสะดุดตา เนื้อหาโดนใจ เลยอดใจไม่ได้ที่จะครอบครองเป็นเจ้าของ

เนื้อหาในเล่มว่าด้วยเรื่องการวิจัยเกี่ยวกับการเล่น ความเหมาะสมของวัยที่จะดูทีวี ใช้คอมพิวเตอร์ การพาลูกเล่น กิจกรรมการเล่น ใช้ภาษาง่ายๆ อ่านแล้วสนุกและเข้าใจ พ่อแม่ที่มีลูกวัยเตาะแตะจนถึงวัยประถม น่าจะมีเก็บไว้ติดบ้าน วันไหนหมดมุกจะเล่นกับลูกเล่มนี้ช่วยได้ค่ะ

จัดอาร์ตสี่สี น่ารักดี เชียร์ของเค้าหน่อย

ปอยขอเล่าชีวิตวัยอนุบาล

 "สงสัยว่าน้องปอยจะเป็นปัญญาอ่อน"  นี่เป็นประโยคที่ครูสอนอนุบาลเอกชนสมัยปอยเด็กๆ บอกแม่ เมื่อปอยเขียน ก-ฮ ไม่ได้ตอน 4 ขวบ สร้างความโมโหให้แม่ยิ่งนัก  "เด็กคนอื่นเค้าเป็นกันหมดแล้วนะคะ" แม่จึงให้ปอยออกจากโรงเรียนอนุบาลกระโปรงแดงนั่น แม่เองก็เป็นครูอยู่โรงเรียนเล็กๆ ต่างอำเภอ เหตุผลที่ให้เรียนโรงเรียนเอกชนนี้ก็เหมือนพ่อแม่คนอื่นๆ ที่อยากให้ลูกเรียนโรงเรียนสภาพแวดล้อมดีๆ มีของเล่นไฮโซ มีเพื่อนดีๆ ครูเก่งๆ แต่คำตอบที่ได้คือการให้ลูกนั่งอยู่นิ่งๆ ฝึกเขียนภาษา ฝึกคิดเลข  นั่นไม่ใช่นิสัยของเด็กวัยนี้ จำได้เลยว่าปอยเขียนไม่ได้ คุณครูก็ดุใช้ไม้ตีๆ มือด้วย ด้วยความเดรียดเลยวงกลมๆ ทุกหน้า บนแบบฝึกหัดทุกเล่ม ปอยเลยได้ย้ายไปโรงเรียนที่แม่สอน ได้วิ่งเล่นที่สนามกว้างๆ มีจินตนาการเต็มที่ ผลคือเมื่อขึ้นป.1 ปอยเองก็เขียนได้อ่านออกทันเพื่อนแถมยังเก่งกว่าด้วยซ้ำ พอได้เรียนในสิ่งที่ชอบยิ่งต่อยอดมากยิ่งขึ้น แม่ไม่เคยต้องกลุ้มใจเรื่องการสอบเข้าเรียนต่อของปอยเลยค่ะ แม่พูดเสมอว่า"อยากเอาเกรดปอยตอนนี้ไปให้ครู...คนนั้นดูจริงๆ"

จากหนังสือที่หยิบยกมา และจากประสบการณ์ปอยเอง จะเห็นได้ว่า"การเล่น"เป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างไยสมอง การสอนเรื่องวิชาการมากๆ หรือการให้ดูทีวี ใช้คอมฯ นาน ๆ อาจทำให้เด็กเครียด ก้าวร้าว สมาธิสั้น และเสียสายตาได้นะคะ ปล่อยให้น้องๆ ได้คิด ได้เล่นอย่างเต็มที่ อย่าเพิ่งใจร้อนให้เด็กๆ รีบเก่งเลยนะคะ การยัดเยียดมากเกินไปอาจได้ผลกับเด็กบางคนเท่านั้น(และจะสร้างความกดดันและนิสัยเห็นแก่ตัวติดไปจนโต) แล้วคนที่พัฒนาการทางสมองไม่พร้อมล่ะคะ จะกลายเป็นเด็กที่ไม่อยากเรียนไปเลย ของแบบนี้ตามทันกันได้เมื่อเด็กพร้อมค่ะ ^ ^

 

 

Comment

Comment:

Tweet

เล่นๆconfused smile

#2 By wesong on 2010-08-05 21:27

จริงๆการสอนมันก็ดีนะ แต่มันไม่ควรเป็นการยัดเยียดเนอะ
ถ้าอยากจะให้เขาอ่านได้เขียนได้จริงๆ มันก็ควรจะสอนผ่านอะไรที่เขาสนใจ ให้มันเป็นส่วนหนึ่งของ"การเล่น"ของเขาไป โตขึ้นมาเขาจะได้เห็นการเรียนเห็นความรู้เป็นเรื่องสนุก ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเครียดหรืออะไรที่ต้องมีคนมาบังคับให้ทำ

#1 By LonelyFairy on 2010-08-05 11:51